1,169 Views

         มะเร็งลำไส้(Colorectal cancer) เป็นมะเร็งที่พบเป็นลำดับที่ 4 ในสหรัฐอเมริกา และในปี 2016 ประมาณการว่าพบผู้ป่วยใหม่ ที่ได้รับการวินิจฉัยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ 95,270 ราย/ปี และลำไส้ตรง 39,220 ราย/ปี และในปีเดียวกันพบว่ามีผู้ป่วยเสียชีวิตถึง 49,190 ราย จากมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง

สำหรับประเทศไทย มะเร็งลำไส้ อุบัติการณ์ของการเกิด มะเร็งลำไส้มากเป็นลำดับที่ 4 เช่นกัน หรือพบผู้ป่วยรายใหม่ 11,496 ราย/ปี อัตราการเสียชีวิต 6,845 ราย/ปี รองจาก มะเร็งตับ, มะเร็งปอด และ มะเร็งเต้านม, ตามลำดับ ซึ่งอัตราการตายในมะเร็งลำไส้นั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อมีการตรวจคัดกรองและป้องกันการเกิดด้วยการตัดติ่งเนื้อ(Polypectomy)ตั้งแต่อาการเริ่มแรกของตัวโรคเริ่มเกิดขึ้น ดังนั้น การทราบถึงปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรค จึงเป็นประโยชน์ ในการที่ทราบถึงกลุ่มเสี่ยง แง่ของการตรวจคัดกรองในกลุ่มต่าง ๆ อีกด้วย

ตาม ได้แบ่งกลุ่มเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ออกเป็น 2 กลุ่ม โดยขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงที่ต่างกันโดยปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวมีดังต่อไปนี้

  •  ปัจจัยความเสี่ยงจากตัวบุคคล (Non-modifiable risk factors)
  •  ปัจจัยความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อม (Environmental risk factors)

ปัจจัยความเสี่ยงจากตัวบุคคล (Non-modifiable risk factors)

  • อายุ (Age): พบว่าอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้เพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มคนอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป และเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอายุมากกว่า 50 ปี โดย ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้มากกว่า ร้อยละ 90 มีอายุมากกว่า 50 ปี และยิ่งในช่วงอายุ 60-79 ปีพบว่า มีโอกาสเสี่ยงมากถึง 50 เท่าเมื่อเทียบกับกลุ่มคนอายุน้อยกว่า 40 ปี แต่อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน พบผู้ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ ในกลุ่มคนอายุ 20-49 ปี เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
  • ประวัติการเกิดมะเร็งลำไส้ในครอบครัว(Family history of colorectal cancer):  แม้ว่าผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ส่วนใหญ่จะเกิดในคนที่ครอบครัวไม่มีประวัติการเป็นมะเร็งลำไส้ในครอบครัว แต่ทว่า พบว่ามีโอกาส มากกว่าร้อยละ 20 ในการป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ของคนที่มีประวัติมีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ในครอบครัว สำหรับเหตุผลยังไม่ชัดเจน แต่เชื่อว่าอาจเกิดจาการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และ สิ่งแวดล้อมที่มีลักษณะเหมือนกัน ร่วมกันหลายปัจจัย
  •  การถ่ายทอดทางพันธุกรรม (Inherited Genetic Risk): ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 5-10 ของมะเร็งลำไส้เป็นผู้ป่วยที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ได้แก่ Familial adenomatous polyposis (FAP), Hereditary nonpolyposis colorectal cancer (HNPCC) หรือ Lynch syndromeในผู้ป่วย FAP ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 1 ของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ทั้งหมด สาเหตุเกิดจากการ mutation ของ APC tumor suppressor gene ถ่ายทอดผ่าน Autosomal dominant manner  โดย มาปรากฏด้วยอาการติ่งเนื้อในลำไส้มากกว่า 100 เม็ดขึ้นไป มักปรากฏตั้งแต่อายุยังน้อย และกลายเป็นมะเร็งตั้งแต่อายุยังน้อย หากอายุ 40 ปีขึ้นไปโดยมากมักกลายเป็นมะเร็งลำไส้เกือบทั้งหมดหากไม่ได้รับการผ่าตัด  ฉะนั้นการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่ตั้งครรภ์ จึงจำเป็นในกรณีที่สามีภรรยา มีประวัติเป็น FAP และต้องการมีบุตร

ในส่วนของ ผู้ป่วย HNPCC หรือ Lynch syndrome คิดเป็นร้อยละ 2-6 ของมะเร็งลำไส้ สาเหตุเกิดจากการ mutation ใน MLH1 และ MLH2 gene DNA repair pathway  ตลอดช่วงชีวิตมีโอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้ สูงถึง ร้อยละ 70-80 และอายุเฉลี่ยของการเกิดมะเร็งลำไส้อยู่ที่ประมาณ 40-50 ปี และยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่อื่นๆได้อีก เช่น มดลูก, กระเพาะ, ลำไส้เล็ก, ตับอ่อน, ไต, ท่อทางเดินปัสสาวะ ได้

ในส่วนของ ผู้ป่วย HNPCC หรือ Lynch syndrome คิดเป็นร้อยละ 2-6 ของมะเร็งลำไส้ สาเหตุเกิดจากการ mutation ใน MLH1 และ MLH2 gene DNA repair pathway  ตลอดช่วงชีวิตมีโอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้ สูงถึง ร้อยละ 70-80 และอายุเฉลี่ยของการเกิดมะเร็งลำไส้อยู่ที่ประมาณ 40-50 ปี และยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่อื่นๆได้อีก เช่น มดลูก, กระเพาะ, ลำไส้เล็ก, ตับอ่อน, ไต, ท่อทางเดินปัสสาวะ ได้

  • ประวัติการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ (Personal history of Adenomatous polyp): ประวัติติ่งเนื้อในลำไส้ที่เพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ Neoplastic polyp อันได้แก่ tubular และ villous adenomas ซึ่งเป็นรอยโรคที่สามารถกลายเป็นมะเร็งลำไส้ได้ในอนาคต  ผลสำรวจในสหรัฐอเมริกาพบว่าในช่วงชีวิต มีโอกาสที่จะเกิดติ่งเนื้อได้ ร้อยละ 19 และ ร้อยละ 95 ของ ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้แบบ Sporadic มีการเกิดจาก adenomatous polyp สำหรับการพัฒนาการเกิดมะเร็งลำไส้จากติ่งเนื้อนั้น ใช้ระยะเวลา 5-10 ปี ดังนั้นหากเราตรวจพบและรักษาตั้งแต่ติ่งเนื้อจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ได้ แต่อย่างไรก็ตามการมีประวัติการเกิดติ่งเนื้อในลำไส้แบบ Neoplastic polyp ได้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ในตำแหน่งอื่น ๆ ของลำไส้เพิ่มขึ้นด้วย
  • ประวัติการเกิดลำไส้อักเสบ(Personal history of Inflammatory bowel disease): ลำไส้อักเสบเรื้อรัง(Inflammatory bowel disease)สามารถแบ่งเป็นโรคได้สองโรค คือ Ulcerative colitis และ Crohn disease ในส่วนของ  Ulcerative colitis สาเหตุเกิดจากการอักเสบ ในส่วนของ mucosa ของลำไส้ แต่สำหรับ Crohn disease สาเหตุเกิดจาก การอักเสบตลอดชั้นของลำไส้ บางส่วนเกิดการอักเสบได้ที่ปากและทวารหนัก ซึ่งการเกิดการอักเสบของลำไส้ทั้งสองโรคนี้เพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้มากขึ้น 4-20 เท่า ดังนั้นในผู้ป่วยที่ป่วยเป็นลำไส้อักเสบเรื้อรังจึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจคัดกรองโรคถี่ขึ้นเป็นพิเศษ

2. ปัจจัยความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อม Environmental risk factor

มะเร็งลำไส้ มี ความเสี่ยงหลายปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่นมีการเก็บข้อมูลของผู้ย้ายถิ่นฐานจากประเทศที่ มีอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้ต่ำไปยังประเทศที่มีอัตราการเกิดมะเร็งลำไส้สูง พบว่า อัตราการเกิดมะเร็งเพิ่มขึ้นตามกลุ่มคนที่อยู่ในประเทศนั้นด้วย ปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมต่างมีดังต่อไปนี้

  • อาหาร (Nutritional Practices): อาหารเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญหนึ่งในการเกิดมะเร็งลำไส้ การกินอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์ เป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ โดยการ degrade ตัว bile salt ด้วย แบคทีเรียในลำไส้ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ คือ องค์ประกอบของ N-nitroso compound การบริโภคเนื้อสัตว์ สัตว์เนื้อแดง ในปริมาณสูง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ โดยการ ย่อยสลาย Heme iron ในเนื้อแดง นอกจากนี้ การปรุงอาหารด้วยอุณหภูมิสูง เช่น การปิ้งย่าง เป็นผลทำให้เกิด heterocyclic amines และ poly aromatic hydrocarbon ซึ่งสารประกอบทั้งคู่ ล้วนมีคุณสมบัติเป็นสารก่อมะเร็ง มีบางงานวิจัยพบว่าในคนที่กินผักผลไม้น้อยเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ เพิ่มการ transit time ทำให้อุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นานขึ้น

  • การออกกำลังกายและน้ำหนักเกิน (Physical activity and obesity): มีรายงาน การออกกำลังกายและน้ำหนักมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงของ มะเร็งลำไส้ เมื่อออกกำลังกายและการเพิ่ม Metabolic rate จะส่งผลให้ ลำไส้มีการทำงานมากขึ้น เคลื่อนตัวมากขึ้น มีการเพิ่มการใช้งาน ออกซิเจน  ผลในระยะยาวจะทำให้ ความดันในร่ายกายลดลง insulin resistant ลดลง และ ยังส่งผลในเรื่องของน้ำหนักตัวที่ลดลงด้วย ผลที่ตามมาจากการที่นำหนักตัวลดลง ทำให้ Estrogen ในเลือดลดลงจากการที่ซึ่ง Estrogen เชื่อว่าการมีในระดับสูงจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งขึ้น

  • การสูบบุหรี่ (Cigarette smoking): ความสัมพันธ์ระหว่างการสูบบุหรี่ กับ มะเร็งปอด นั้นมีรายงานออกมาชัดเจน และ ในส่วนของมะเร็งลำไส้นั้นพบว่า ร้อยละ 12 ของผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากมะเร็งลำไส้นั้นสูบบุหรี่ พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการเกิดและเจริญเติบโตขึ้นของ Adenomatous polyp การสูบบุหรี่ในระยะยาวพบว่า มีความสัมพันธ์กับ Adenomatous polyp ขนาดใหญ่

  • การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ (Heavy alcohol consumption): การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้เช่นกันกับการสูบบุหรี่ ผลลัพท์ที่ได้จากการย่อยสลาย แอลกอฮอล์ คือ Acetaldehyde ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งตัวหนึ่ง ซึ่งการบริโภคแอลกอฮอล์ร่วมกับการสูบบุหรี่ จะมีผลเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งมากขึ้น โดย บุหรี่จะกระตุ้นให้เกิดการ mutation ของ DNA และ แอลกฮอล์จะไปยับยั้งกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ทำให้ทำงานได้ไม่ดี อีกทั้งแอลกฮอล์เป็นตัวทำละลายสามารถเข้าสู่เซลล์ ได้ง่ายและเป็นตัวกระตุ้นก่อให้เกิดมะเร็ง และยังทำให้เพิ่มการสร้าง Prostaglandins, Lipid peroxidation และ เพิ่ม Free radical oxygen อีกด้วย

          การทราบถึงปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ ช่วยในการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง อีกทั้งช่วยในการเฝ้าระวังในกลุ่มที่มีความเสี่ยง และ การเริ่มการคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง ดังนั้นการออกกำลังการการกินอาหาร และการระวังไม่ให้น้ำหนักเกิน จึงเป็นสิ่งที่ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิด และช่วยลดอัตตราตายและผลกระทบที่เกิดจากมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย

มะเร็งเกิดจากอะไร สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง สัญญาณเตือน รู้ก่อนเพื่อป้องกัน

หากพูดถึงโรคที่เรียกว่าเป็นภัยเงียบ หนึ่งในนั้นต้องมีโรคมะเร็งรวมอยู่ด้วยอย่างแน่นอน ด้วยลักษณะของโรคที่จะเริ่มสร้างความปกติให้ร่างกายอย่างช้า ๆ และกว่าผู้ป่วยจะทราบว่าป่วยเป็นโรคนี้ ก็มักจะสร้างความเสียหายให้กับอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายไปมากแล้ว ดังนั้นแนวทางที่ดีที่สุดคือ การเฝ้าระวังสัญญาณเตือนจากภัยเงียบนี้อยู่เสมอ

รู้จักโรคมะเร็ง

มะเร็ง เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรม (DNA) ในเซลล์ของร่างกาย ซึ่งความผิดปกตินี้ทำให้เกิดการแบ่งตัว เพิ่มจำนวนเซลล์อย่างรวดเร็วอย่างไม่สามารถควบคุมได้ ส่งผลให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติขึ้น ก้อนเนื้อที่เกิดขึ้นสามารถที่จะลุกลามไปยังบริเวณใกล้เคียงหรือแพร่กระจาย (Metastasis) ไปยังอวัยวะอื่น ๆ ของร่างกายได้ อย่างไรก็ตามมะเร็งบางชนิดไม่ได้ทำให้เกิดก้อนเนื้อ เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น โดยความผิดปกตินี้สามารถเกิดได้กับเซลล์ตามอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย โดยจะเรียกชื่อมะเร็งตามอวัยวะนั้น ๆ เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และมะเร็งผิวหนัง ฯลฯ แต่อย่างไรก็ตามวิธีการรักษามะเร็งจะแตกต่างกันไปตามอวัยวะ ระยะของมะเร็ง และสภาพร่างการของผู้ป่วย

ปัจจัยเสี่ยงก่อโรคมะเร็ง

ดังที่กล่าวไปข้างต้น มะเร็งเกิดมาจากความผิดปกติของสารพันธุกรรม ดังนั้นสิ่งที่ส่งผลต่อความผิดปกติของสารพันธุกรรมสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ข้อ

  1. ความผิดพลาดในขั้นตอนการสร้างสารพันธุกรรมของเซลล์ ซึ่งโดยปกติร่างกายมีระบบที่จะตรวจสอบความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเหล่านี้อยู่แล้ว แต่พบว่าเมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการตรวจสอบความผิดพลาดเหล่านี้จะด้อยลง จึงเป็นเหตุผลที่เรามักพบมะเร็งในคนที่อายุเยอะมากกว่าในคนที่อายุน้อย
  2. ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม ที่ทำให้เกิดความเสียหายของสารพันธุกรรมและกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรมที่เป็นตัวต้นเหตุของมะเร็ง ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมได้แก่ รังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดด การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ การบริโภคอาหารที่มีสารอัลฟาทอกซิน พบได้ในถั่วลิสง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ที่ไม่ถูกเก็บรักษาอย่างเหมาะสม
  3. ปัจจัยภายในร่างกายที่ป่วยโดยโรคบางโรค เช่น การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ตับอักเสบซี เอชพีวี (HPV) เอชไอวี หรือโรคพยาธิใบไม้ในตับ ก็เพิ่มโอกาสในการเป็นมะเร็งในบางอวัยวะ หรือแม้กระทั่งโรงอ้วนก็พบว่าเป็นความเสี่ยงของมะเร็งหลายชนิด นอกจากนี้มะเร็งบางชนิดยังสามารถถ่ายทอดในครอบครัวได้ด้วย

สัญญาณเตือนโรคมะเร็ง

แม้มะเร็งจะเป็นภัยเงียบก็จริง แต่หากหมั่นสังเกตความปกติแม้เพียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เราจะสามารถเห็นสัญญาณเตือนได้ อาทิ

  • มีการเปลี่ยนแปลงของหูดหรือไฝ ที่มีขนาดที่โตมากขึ้น
  • มีก้อนหรือตุ่มโตอย่างรวดเร็วที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  • มีแผลที่รักษาแล้วแต่ไม่ยอมหาย
  • เลือดออกอย่างผิดปกติจากทวารต่าง ๆ (ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าเป็นแต่โรคมะเร็งเท่านั้น อาจมีโรคอื่น ๆ อยู่ในการวินิจฉัยแยกโรคด้วย)
  • มีอาการเสียงแหบหรือไอเรื้อรัง
  • กลืนอาหารลำบากหรือมีอาการเสียดแน่นท้องเป็นเวลานาน
  • มีการเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย อุจจาระและปัสสาวะ
  • ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรือปัสสาวะเป็นเลือด
  • น้ำหนักลด เบื่ออาหาร

อาการข้างต้นเป็นเพียงอาการที่น่าสงสัยของโรคมะเร็ง การจะยืนยันว่าเป็นมะเร็งหรือไม่นั้น จำเป็นต้องมีผลชิ้นเนื้อของส่วนที่ผิดปกติยืนยันอย่างชัดเจนว่าพบเซลล์มะเร็งจริง หลายครั้งที่คนไข้มีอาการเหล่านี้ และกังวลใจอยู่เป็นนาน กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ส่งผลให้สภาพร่างกายและสภาพจิตใจย่ำแย่ไปด้วย แต่เมื่อตรวจยืนยันแล้วพบว่า เป็นโรคอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับมะเร็งโดยสิ้นเชิง ดังนั้นถ้าสงสัยควรไปตรวจให้ชัดเจน อย่าพึ่งกังวลไปก่อน

โรคมะเร็ง รู้ก่อน รักษาได้

แน่นอนว่าก่อนที่เราประสบความสำเร็จในการรักษาโรคมะเร็งตามวลีที่ว่า “โรคมะเร็ง รู้ก่อน รักษาได้” พื้นฐานที่สำคัญที่สุดคือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สังเกตอาการของตนเอง ตรวจสุขภาพประจำปี และตรวจคัดกรองมะเร็งตามอายุ ที่สามารถบ่งให้ทราบถึงมาเสี่ยงเบื้องต้น และนำไปสู่การตรวจอย่างละเอียดลงไปในบริเวณหรืออวัยวะที่สงสัยว่าจะเป็นเนื้อร้ายหรือไม่ ซึ่งเมื่อพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งแล้ว ก็สามารถเริ่มขั้นตอนการรักษาได้ทันที และด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยในปัจจุบันมีส่วนอย่างมากในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วย และมากกว่านั้นคือ แม้สถิติจำนวนมะเร็งจะเพิ่มขึ้นทุกปีก็จริง แต่จำนวนผู้รอดชีวิตก็เพิ่มขึ้นทุกปีเช่นกัน

ตรวจสอบความถูกต้องของบทความโดย พญ. ปฐวี บุญตานนท์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์

ผลิตภัณฑ์ที่ เกี่ยวข้องสำหรับฟื้นฟูร่างกาย:

ผลิตภัณฑ์ ดีท็อกลำไส้, ผลิตภัณฑ์ ดีท็อกตับผลิตภัณฑ์ ดีท็อกเลือด, ผลิตภัณฑ์เพิ่มจุลินทรีย์ สำหรับลำไส, ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูร่างกาย, ผลิตภัณฑ์ฟื้นฟูเซลล์ผิว

แหล่งที่มาของข้อมูล:

  • สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธาณสุข

https://www.nci.go.th/th/Knowledge/action.html

https://www.nci.go.th/th/Knowledge/reasonrisk.html

  • คลังความรู้สุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

http://healthydee.moph.go.th/view_article.php?id=629

  • โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

https://www.bumrungrad.com/th/health-blog/january-2020/world-cancer-day

  • งานสื่อสารองค์กร คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

https://1th.co/go2W42W42W4

By admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *